Wrote on August 31st, 1997
My Experience with Dragon's Wing@Six Flags funpark
http://www.youtube.com/watch?v=b9OUwXNw3n0
ps. It's a journal of mine back in 1997. I'm sorry for no English version,
my writing skill would probably confuse you.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เขียนเมื่อ 31 สิงหาคม 1997
ประสบการณ์กับเครื่องเล่นประหลาด
เมื่อคืนนอนตี 2 ตื่น 9 โมง เพราะต้องไปสวนสนุก
เพลียจริงๆ ขี้เกียจไป แต่รับปากไปแล้ว ว่าจะไป
เสียวนิด เสียวหน่อย แล้วก็กลับ มั้ง?
เล่นเครื่่องเล่นแต่ละอย่าง มีแต่หวาดเสียวทั้งนั้น
เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง ตีลังกา ม้วนตัว เวียนหัว จนจะอ้วกอยู่แล้ว
เล่นไป 10 กว่าอย่าง เหลืออีกอย่างเดียว ที่เรียกว่า
" Dragon's Wing" เพราะเล่นแล้วจะเหมือน บินได้ มั้ง ?
เขาให้เราสวมชุด แล้วก็ดึงเราขึ้นไป
โคตร โคตร โคตร สูง สูง สูง มากมากๆ
พอๆกับตึกสัก 60 ชั้น (ความรุ้สึกนะ)
ข้างบน ลมแรงมาก ดึงขึ้นถึงยอดสุด
สูงจริงๆ ตัดสินใจผิดแน่ๆ
มองลงไปข้างล่าง คนตัวเท่ามด
แล้วมันจะปล่อยกูลงไปจริงๆเหรอเนี่ย
หัวใจวาย ตายแน่เลย
ว่าแล้วมันก็นับ 3.. 2...1... FLY!!! (fly กะพ่อมึง die นะสิ กูไม่ไปหรอก)
แล้วเพื่อนมันก็ปลดเชือก ร่วงลงมาจากยอดสูงสุด มุ่งลงสู่พื้น
แหกปากอย่างเดียว (นึกว่าตายแล้ว) สูงจริงๆ
แล้วมันก็โล้ เหมือนชิงช้า แล้วก็วนกลับไปกลับมา อยู่สัก2 รอบ
แล้วก็ช้าลง (แต่ตอนนั้น วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว บินตามมาไม่ทัน เร็วจริงๆ)
ลงมาขาเหยียบพื้น อยากจะร้องไห้ นึกว่าจะไม่ได้เหยียบพื้นอีกสะแล้ว
มีคราวหน้า จะไม่เล่นมันแล้ว น่ากลัวจริง ยิ่งกว่าเห็นผีสะอีก
กลับไปนอน ยังเสือกเก็บเอาไปฝันร้ายอีก โอ๊ยกูจะบ้าตาย!!!
หมายเหตุ : ได้ประสบการณ์ใหม่ จาก Dragon's wing
เป็นประสบการณ์ ที่น้อยคนจะได้สัมผัส คือ..
มีนก 3 ตัว บินอยู่ข้างๆ ตอนอยู่บนยอดสุด ห่างกันไม่กี่ช่วงแขน
ฮืม...สูงระยำ !! คนออกแบบ ต้องนอนบนต้นไม้แน่ๆเลย
การออกแบบมันบ่งบอก
ปล. ทุกวันนี้มีแผ่นเหล็กติดน๊อตสกูร 4 ตัว ยึดระหว่างกระดูกคอเอาไว้
คงจะไม่ไปแตะเครื่องเล่นประเภทนี้อีก ขอเสียวแค่แนวราบก็พอ
Wednesday, October 6, 2010
memo
Last time, they told me to post something about Michael but i refused
the next day Michael is dead
Yesterday, They give me the reading about superman but i again refused
nothing happened yet, but it could add some positive in life for me
Back in time long ago, they gave me a real Big reading about B
the sign's telling me to fix it but now i'm refusing..
only a broken stuff need to be fixed
24th Feb 2010
Have I told you ? Have I say this ? เคยได้ยินมั้ย ?
I have seen this movie called "Good will hunting" played by Matt Damon.
He played as a boy who lives in a small town and has an incredibly talent in Math & Numbers,
and Robin William played in a role of a professor who has discover this boy's talent in a small town which is nowhere to be found by the right people. He tries to push this boy to develop and reach a higher goal of what is he capable of the best. He wants this boy to go study elsewhere for his own good.
but... it seems this boy want to live his ordinary life with his friends in this small town.
His friends always said
"If there is one day that I come knock on your door... and I don't see you here anymore..
....I will be very happy"
I've decide that whatever I will do,
I will do and think at that seconds only,
coz whenever I planned anything ahead or try to think of it early, it will become somewhat of failure... no jokes.
I've gotta forced myself to have no-wanted, not
in needed of anything or else, those things will be taken away..
and this, it makes other people see that I'm living one fucked up life
heading with no directions.
I just hope that one day, the Tsunami of my life will ended,
and I can follow the path of my own, put myself to wherever I want myself to be
A. my skill of working is nowhere near the success. it needs alot more of effort, I know.
B. To what I am capable of, I've been doing it for long long time now. I have reach
the point, where I want it to be.
What if plan A will fail
I have to wait for the Tsunami to stop before I can move on to plan B
I might sound funny to you, why am I complaining such a sissy about the difficulty of my life,
but this is truly how I am living my everyday life as a handicap of thinking
and it has been 8 years so far already.
wrote on
March 25th, 2008
ผมเคยดูหนัง อยู่เรื่อง จำชื่อไม่ได้ แสดงโดย Matt Damon + Robin William
Matt Damon เป็นเด็กยากจน อัจฉริยะ เก่ง คณิตศาสตร์มาก แต่เรียนอยูในมหาลัยเล็กๆธรรมดา
Robin William เป็นอาจาร์ย ที่ค้นพบความสามารถของเขา และสนับสนุนส่งเสริมเขา
พยายามจะส่งเขาไปในสถานที่พิเศษที่เหมาะและพัฒนาความสามารถเขาได้อีก
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบและอยากมีชีวิตธรรมดา กับเพื่อนที่ปกติของเขา ไม่อยากไปไหน
ตอนจบ เพื่อนของเขาพูดว่า "ถ้าวันนึงฉันเดินมาเคาะประตูหน้าบ้านแกแล้วฉันไม่เจอแกอีก ฉันจะดีใจมาก"
ตอนนี้ผมตัดสินใจ จะทำหรือวางแผนเรื่องอะไร ผมจะคิดและทำมัน ณ วินาทีนั้น เท่านั้น
การที่ให้คนอื่นรู้แผนของผมก่อนจะปฏิบัติ มันมักจะไม่สำเร็จ
เลยดูผมสะเปะสะปะ ไม่รู้จะชี้ชิวิตไปทางไหน แต่มันก็เป็นวิธี
ที่ทำให้คนอื่นดูว่าผมไม่มีความต้องการหรือคิดตั้งใจจะทำอะไร
ผมแค่รอว่าสักวัน ทอร์นาโดในชีวิตของผมจะจบและเดินทางตามแผนที่ลับที่ผมตั้งใจไว้
ตามจุดหมายของผม
A .เรื่องต่างประเทศนั้น ความสามารถด้านการทำงาน ผมว่ายังต้องฝึกอีกมาก และไม่มากพอที่จะไปถึงต่างประเทศ
B .แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่น ที่ผมถนัดและทำมานานแล้ว คิดว่าทำได้ด้วยตัวเอง ผมถึงตรงนั้นแล้ว
หากแผนชีวิต A ที่นี่ ไม่สำเร็จ
ผมก็คงต้องรอ ให้ทอร์นาโดชีวิตผมจบ เพื่อเดินทางตาม แผนชีวิต B
หากมันดู ลำบากและโอเวอร์ แต่มันก็เป็นวิถีการดำรงชีวิตของผมแต่ละวัน
และปรับตัวมาทุกวันที่ลืมตามาตลอด 8 ปี
เขียนเมื่อ 25 มีนาคม 2551
He played as a boy who lives in a small town and has an incredibly talent in Math & Numbers,
and Robin William played in a role of a professor who has discover this boy's talent in a small town which is nowhere to be found by the right people. He tries to push this boy to develop and reach a higher goal of what is he capable of the best. He wants this boy to go study elsewhere for his own good.
but... it seems this boy want to live his ordinary life with his friends in this small town.
His friends always said
"If there is one day that I come knock on your door... and I don't see you here anymore..
....I will be very happy"
I've decide that whatever I will do,
I will do and think at that seconds only,
coz whenever I planned anything ahead or try to think of it early, it will become somewhat of failure... no jokes.
I've gotta forced myself to have no-wanted, not
in needed of anything or else, those things will be taken away..
and this, it makes other people see that I'm living one fucked up life
heading with no directions.
I just hope that one day, the Tsunami of my life will ended,
and I can follow the path of my own, put myself to wherever I want myself to be
A. my skill of working is nowhere near the success. it needs alot more of effort, I know.
B. To what I am capable of, I've been doing it for long long time now. I have reach
the point, where I want it to be.
What if plan A will fail
I have to wait for the Tsunami to stop before I can move on to plan B
I might sound funny to you, why am I complaining such a sissy about the difficulty of my life,
but this is truly how I am living my everyday life as a handicap of thinking
and it has been 8 years so far already.
wrote on
March 25th, 2008
ผมเคยดูหนัง อยู่เรื่อง จำชื่อไม่ได้ แสดงโดย Matt Damon + Robin William
Matt Damon เป็นเด็กยากจน อัจฉริยะ เก่ง คณิตศาสตร์มาก แต่เรียนอยูในมหาลัยเล็กๆธรรมดา
Robin William เป็นอาจาร์ย ที่ค้นพบความสามารถของเขา และสนับสนุนส่งเสริมเขา
พยายามจะส่งเขาไปในสถานที่พิเศษที่เหมาะและพัฒนาความสามารถเขาได้อีก
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบและอยากมีชีวิตธรรมดา กับเพื่อนที่ปกติของเขา ไม่อยากไปไหน
ตอนจบ เพื่อนของเขาพูดว่า "ถ้าวันนึงฉันเดินมาเคาะประตูหน้าบ้านแกแล้วฉันไม่เจอแกอีก ฉันจะดีใจมาก"
ตอนนี้ผมตัดสินใจ จะทำหรือวางแผนเรื่องอะไร ผมจะคิดและทำมัน ณ วินาทีนั้น เท่านั้น
การที่ให้คนอื่นรู้แผนของผมก่อนจะปฏิบัติ มันมักจะไม่สำเร็จ
เลยดูผมสะเปะสะปะ ไม่รู้จะชี้ชิวิตไปทางไหน แต่มันก็เป็นวิธี
ที่ทำให้คนอื่นดูว่าผมไม่มีความต้องการหรือคิดตั้งใจจะทำอะไร
ผมแค่รอว่าสักวัน ทอร์นาโดในชีวิตของผมจะจบและเดินทางตามแผนที่ลับที่ผมตั้งใจไว้
ตามจุดหมายของผม
A .เรื่องต่างประเทศนั้น ความสามารถด้านการทำงาน ผมว่ายังต้องฝึกอีกมาก และไม่มากพอที่จะไปถึงต่างประเทศ
B .แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่น ที่ผมถนัดและทำมานานแล้ว คิดว่าทำได้ด้วยตัวเอง ผมถึงตรงนั้นแล้ว
หากแผนชีวิต A ที่นี่ ไม่สำเร็จ
ผมก็คงต้องรอ ให้ทอร์นาโดชีวิตผมจบ เพื่อเดินทางตาม แผนชีวิต B
หากมันดู ลำบากและโอเวอร์ แต่มันก็เป็นวิถีการดำรงชีวิตของผมแต่ละวัน
และปรับตัวมาทุกวันที่ลืมตามาตลอด 8 ปี
เขียนเมื่อ 25 มีนาคม 2551
If I were a leader...
If I were the leader, I will tell my "un-armed men" to pull back and wait for the next Strategy. Dead & Injured are not the options.
ถ้าผมเป็นผู้นำ ผมจะให้ทหารมือเปล่าของผม ถอยก่อน การบาดเจ็บและความสูญเสีย ไม่มีผลดี
If I were the leader, I wouldn't use "10,000 bullets" to drive "10,000 people" away.
ถ้าผมเป็นผู้นำ ผมจะไม่ใช้กระสุน 10,000 นัด ขับไล่ศัตรูทั้ง 10,000 คน
For the Soldiers, you defend "you're pussy", you approach "you're dick..!!" whatever you โดนด่า
สำหรับทหาร, ถ้าคุณป้องกัน "คุณหน้าตัวเมีย"
ถ้าคุณเข้าบุก "คุณหัวรวย" ทำอะไรก็โดนด่า
Whatever you believe in,
Don't risk other man life.
ไม่ว่าคุณจะเชื่อมั่นในสิ่งใด
อย่าเดิมพันด้วยชีวิตคนอื่น
To Great Thai People, from the Iranian and Russian
A message from
http://www.youtube.com/watch?v=6xYfbUIGqW4
@MrKabann My country was...not survive similar disaster 93 years ago. Thousands of russian people was killed by red communists. Royal Family was killed also. King Tzar Nicolas II was the best friend of King Rama V.
I saw today on Channel 3 TV, reds have a plans to repeat such a nightmare. They teach people how to kill police and army men, seize hotels and shopping malls. I will not allow this, because your Father house is my house also. With thai people, who love Father and Thailand.
@MargBarAkhound
To Great Thai people ,
Be aware of countries are trying to destroy and change your beautiful land for bad , first they argue about democracy and beloved royal family and with the excuse of not having a democratic elected Gov. destroy it ,
Sadly we were stupid and was done to my homeland Iran 31 years ago , it is almost same scenario ,the king and royal family are very very important pillars of Thailand...
Love Thai from an Iranian lives in Exile
แปลมาจากข้อความภาษาอังกฤษของ ชาวอิหร่านนะครับ
ถึงคนไทย ทุกท่าน
ระวังกลุ่มคนที่พยายามจะทำลายประเทศที่สวยงามของคุณให้ กลายเป็นอื่น เริ่มต้นพวกเขาจะสร้างข้อโต้แย้งเกี่ยวกับประชาธิปไตย และพระราชวงศ์อันเป็นที่รัก และการที่ไม่มีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ สร้างความแตกแยก
น่าเศร้า ที่พวกผมนั้นไร้การยั้งคิด และประเทศของพวกผมเองถูกทำลายลง Iran (อิหร่าน) เมื่อ 31 ปีที่แล้ว มันเกิดขึ้นเกือบจะเหมือนกันทุกอย่างที่ประเทศของคุณตอนนี้ (Thailand) พระมหากษัตริย์และราชวงศ์นั้นเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญมากๆ สำหรับประเทศชาติ
จาก ประชาชนชาวอิหร่าน ที่ผิดพลาดมาแล้ว
Romantic Theme in movie "Great Expectations"
She is one of the cutest girl from where I live.
I come to play here every evening because her auntie like the way I draw.
She takes me to look around at her place today.
we walk down the stair but she runs down ahead of me.
she stops at the fountain middle of the house.
She drinks the water from that fountain and she asks me... to join her
I am not that thirsty but she force me anyway...
I bend down to have a drink like what she asks.
she is also going to have a drink again but she is not.
she move her face lower and closer to mine.
I think she is going to have a drink on the same one with me but she is not.
she move her mouth so close to mine and open it.
she has her tongue touching my lips but she doesn't stop.
she has her tongue come into my mouth and touch on my tongue...
I feel like having an ice cream but it feels much better.
it feels much better than leaving the cold spoon in my mouth after the ice cream.
at that moment everything has stop and time goes so slow...
I slowly open my eyes and see that cutest girl in town in front of me.
she slowly move back to where she stands and wipe her wet lips quietly.
she walks back to the stair and leave me standing there in silent at the fountain
may be she has forgot that she needs to show me where the BATHROOM is at......
PS. Next time I'll ask her to come to my place instead.
----------------------------------------------------------------------
เธอเป็นเด็กสาว น่ารัก มากที่สุดคนนึงแถวบ้าน
ผมแวะมาเล่นที่บ้านเธอเป็นประจำ เพราะคุณน้าของเธอ ชอบรูปที่ผมวาด
วันนี้เธอพาผมเดินดูรอบๆบ้าน เราลงบันไดกันมาชั้นล่าง
เธอเดินลงบันได นำหน้าผมไปก่อน
แล้วเธอไปหยุดตรง น้ำพุหิน ตรงกลางของบ้านเธอ
เธอค่อยๆก้ม ลงกินน้ำ ที่ไหลออกมาจากน้ำพุ
ภาพเหมือน หนังที่พ่อของผมชอบเปิดดูคนเดียวตอนดึกๆ
เธอหันมามองผม รู้ว่าผมนั้นมองอยู่ เธอบอกให้ผมมาลองดื่มดู
แต่มันเหมือน จะต้องดูดน้ำสะมากกว่า
เพราะน้ำมันพุ่งขึ้นมาจากด้านล่าง ไม่ใช่ดื่ม แต่ผมไม่ได้เถียง
ผมบอกไม่หิวน้ำ แต่เธอบังคับ
ผมก้มลง รองน้ำดื่มเข้าผ่านปาก น้ำนั้นเย็น และรสชาติฝาดๆ
สักพักผมรู้สึก เธอก้มลงมาใกล้ๆ จะดื่มน้ำอีก แต่เธอกลับไม่
เธอก้มลงมาอีก เอิ้อมหน้าเข้ามาใกล้ผม
เธออ้าปาก จะมาดื่มน้ำ ใกล้ๆผม แต่เธอกลับไม่
เธอเลื่อนหน้า เอาปลายลิ้นของเธอมาสัมผัส ที่ริมฝีปากผม
แล้วเธอเอามันเข้ามาสัมผัสกับลิ้นของผมด้วย
ผมตกใจตัวสั่น แต่รสชาติของมันเหมือนไอติมนุ่มลิ้น ที่เคยกิน
แต่มันกลับทำให้ รู้สึกดีกว่าการอมช้อนตักไอติม คาไว้ในปาก
ผมจะผลักตัวเองออก แต่ผมกลับไม่
ทุกอย่าง หยุด...แล้วก็ช้าลง...
ผมค่อยๆลืมตาเห็นหน้าเธอ เด็กสาวน่ารักแถวบ้าน
ริมฝีปากของเราประกบกัน และทุกอย่างรอบตัวก็ยังช้า...อยู่
ผมเริ่มรู้สึกตัว ผมตกใจถอยออกมา
เธอมองหน้าผม สายตาของเธอพึ่งพอใจแต่กลับเฉยชาในเวลาเดียวกัน
ผมได้แต่เอามือจับที่ปากของผม เพราะว่ามันอุ่นอย่่างแปลกๆ
รอบปากเธอเป็นประกาย จากน้ำที่เปียก เธอเช็ดมันออก
เธอไม่ได้พูดอะไร แล้วเดินขึ้นบันได จากผมไป
ปล่อยให้ผมยืนปวดฉี่อยู่อย่างนั้น
จูบแรกของผม กับการกินไอติม
โดยที่ไม่ต้องใช้ช้อนตักไอติม ตอน 9 ขวบ
ps. "คราวหน้าผมจะชวนเธอ ไปกินไอติม ที่บ้านผมดูบ้าง"
--------------------------------------------------------------------
A million way to Love
The beauty of Love, it takes time to see
The feeling of Sexy, it takes seconds to blow it away
I understand all these but I can't resist..
July 16th, 2010
PS. Leave a request if you want a full story in English
A
----------------------------------------------------------
วันนี้ไปคุยงานกับลูกค้าที่สยามพารากอน
ลูกค้าติดอีกงานอยู่
เลยเดินเล่น หาสาวที่อยากจะเจอ
แต่ไม่เจอใคร กลับมานั่งรอลูกค้าข้างล่าง
นั่งมองผู้คนเดินผ่าน สาวสวยแต่งตัวน่าดูน่ามอง
เดินสวนกันให้ลึ่ม ผมกำลังนั่งเท้าคาง ไขว่ห้าง ใจเหม่อลอย คิดไปเรื่อย
มีคนเดินเอากระเป๋ามากระแทกเข้าเต็มๆแขน
คางหลุดจากมือ ศอกหล่นจากขา หรือ กูจะล้ม
ในใจไม่ได้คิดอะไร คิดว่าอุบัติเหตุ คนไม่ตั้งใจ เดินผ่านกระเป๋าคงมาชน
หันไปมอง เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผมยุ่ง เสื้อโปโลฟอร์มออฟฟิศ
ผู้ชายอีกคนยืนข้างหลัง เสื้อแบบเดียวกัน แต่คนละสี
กำลังจะมองหน้าผู้หญิงคนถือกระเป๋า ที่เหวี่ยงมาโดน
"เฮ้ย มาทำไรวะ !?"
เสียงนักเลงมากอ่ะ ไอ้สัด
เงยขึ้นไปมองหน้า ....
อ้าวเพื่อนผู้หญิง สมัยเรียน "มาทำไรวะ"
เป็นเพื่อนสนิทคนนึง หน้าตาเธอโทรมและผอมลงไปมาก มากับน้องชาย
บวกกับผมยุ่งๆของเธอที่รวบหัวตึง หน้าผากเปิดอยู่แทบตลอดเวลา
"มารอคุยงานกับลูกค้า" ผมตอบแกมยิ้ม ตามนิสัยขี้โกหกของผม
"เหรอ แต่งตัวสะหล่อเชียว" เธอตอบกลับกวนๆ พร้อมเหวี่ยงกระเป๋าพลาสติกไปมา
ปกติผมไม่เคยแต่งตัวดี มีวันนี้ที่แปลกตา คว้าเสื้อนอก(เพื่อน) มาใส่ด้วย
เธอเองปกติก็หน้าตาลูกครึ่ง ผิวขาว ผมน้ำตาล ตามสัญชาติผู้ดีของเขา
แต่วันนี้ไม่ใช่... เพิ้ง และขอบตาดำ ผมยุ่ง เสื้อผ้าออฟฟิศเฉียดพนักงานราชการ
ผมถามถึงแฟนเธอ และทักทายกันพอประมาณ แล้วแยกย้ายกันไปทำธุระตัวเอง
ผมนั่งเหม่อต่อ... มองสาวเทรนด์เกาหลี ที่ใส่ขาสั้น เขียนขอบตาแมว
ที่อยากจะมาเขียนก็เริ่มตรงนี้แหละ
มีคนนึงเดินผ่านมาทางซ้าย กางเกงเธอสั้นขึ้น แทบเห็นแก้มก้น
ทำเอาผมต้องมองจากซ้าย จนสุดขวา ของคอผมที่จะหันได้
แถมด้วยหางตาอีกนิด จนไกลเบลอสุดสายตา
ความรู้สึกผู้ชาย ที่มองเห็นสาวๆ sexy พวกนี้ คือ
"อยากได้ อยากเห็น อยากสัมผัส"
แก้มก้นที่ผมเห็นนั้น รับประกันได้เลยว่า ยากมาก ที่ผู้ชาย(ปกติ)ส่วนมากจะปฏิเสธลง
เทียบกับความรู้สึกแรก ที่ผมเห็น ยัยเบ๊อะหัวกระเซิงคนแรกนั้น
ความต้องการ ยัยหัวกระะเซิงนั้นแทบไม่มีเลย
แต่ถ้าผมมีสติ และใช้เหตุผล อะไรลึกๆข้างใน
ทำให้ผมรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระยะยาว กับความสบายใจ
หรือความเป็นไปได้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน...
ยัยแก้มก้น ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอย่างนั้นเลย
ทั้งๆที่ ทุกคนนั้นรู้ว่า ต้องเลือกคนดี ไม่ใช่หน้าตาหรือรูปร่าง
แต่มีสักกี่คน ที่เริ่มต้นจากเหตุผลนี้จริงๆว่า "ขอพินหน่อย"
มันทำให้ผมรู้สึก
การที่จะรักใครสักคน มันต้องใช้เวลา ที่จะรู้จักคนสักคนที่จะทำให้เรารู้สึก
ว่าเขาจะไม่ทำอะไรให้เราทุกข์ใจ จะอยู่ข้างๆเรา ไม่ว่าปัญหา หรือเวลาที่เรางอแง
หรือเจอคนหน้าตาดีกว่า แล้วก็ไป
ว่าแล้ว สาวผิวขาว แต่งตัวดี หน้าตาสะอาด ก็เดินผ่านหน้าผมไปอีกคน
แต่ผมก็ยังมอง...
ยัยแก้มก้น หรือหนุ่มหุ่นล้ำ หน้าเกลี้ยงใส ยิ้มสวย ใครเห็นใครก็อยากได้
แต่มันรับประกันอะไรไม่ได้เลย ว่ามันจะมาพร้อมกับความสบายใจ
การที่ผมรู้จักกับยัยหัวกระเซิงมานาน ทำให้ผมมองข้าม
ความกระเซิง และความโทรมป๋วยปีแต่ก่อของเธอ วันนี้ไปเลย
ผมรู้ลึกๆอยู่ในใจ ยังไงเธอก็น่ารักบ้างอยู่สักวันอยู่แล้ว ถึงจะไม่ใช่วันนี้ก็เถอะ
มันทำให้ผมรู้สึก ถ้าจะมีใครสักคนที่รักผมขึ้นมา
เขาจะมองข้าม หน้าตาและแก้มสิวสิว หรือก้นดำดำ ที่ผมมี
ผมควรที่จะเลิกกังวล เรื่องหน้าตาตัวเอง
ว่าแล้ว สาวใส่ขาสั้น หน้าตาดีมากมาก
ก็เดินมาจากทางขวา ผ่านหน้าผมไปอีกคน... แล้วผมก็ยังมอง
ผมเริ่มสงสัย มันเข้าฤดูผสมพันธุ์ของผมแล้วใช่มั้ย
ผมถึงรู้สึกอย่างนี้
ต่อไปนี้ ผมจะให้ความสนใจกับคนสวยๆ ให้น้อยลง
วันที่ 16 ก. ค. 2553
Pay for my fine // ค่าปรับ

Today I went out to pay for the ticket to get my driver's license back
I didn't though that this kind of thought will come up to my mind
to make me come back and write this story down into my note.
I arrived at the police station about 2 pm.
After i had passed 2 u-turns that said i cannot u-turn here..
I knew this the other day I drove passed by,
I drove-in see a parking space, drove to that spot but
before I turn off the engine, I looked in the mirror, I see an old man was
sitting on the bench smiling at my car...?
I turned around and yeah..I see the sign on my parking space said "Director Only!!"
ok I moved my car someplace else and parked at some spot that they parked their car
like a "Tetris", it looked like it had no space but if you put your car on "N",
push your car and work around a little bit there will always some space left
to park more cars.
I walked in the police station, see this woman standing, looked kinda lost
but there was a policeman helping her already..
"I give you a discount to $5 and here is, my card keep it for later use" he said
I walked pass this 2 couple and directly to the fine table
I handed him the ticket, he signed the front and turn it around
there was a BIG foot's step from a man BOOT on the ticket....
He paused for 2 seconds.... before he ask me "what is this??"
eventhough the symbol already identify itself to the him.
"The day that your officer gave me this ticket, it was windy. The ticket got blown away
by the wind, so he had to step on it before it got lost", I told him
but what really happened was, this ticket was on the floor of my car
and my friend came in and sit in the front seat and stepped on it with his black boot..
the Footstep's edge looked very sharp compare from pixel to pixel,
but If i didn't lie to him, this story wouldn't end in 2 sentences.
"I thought you had something in mind to say or upset about the policemen"
he signed the paper and told me to go to the next table.
The next table, there was a queue of 3, a woman that i saw earlier,
a man with an old black t-shirt and me.
A woman paid her fine and then the old black t-shirt man, he paid his and saying
"You guys are so great, come out and give us the tickets everyday.
Don't you guys ever get bored of this shit??"
he also looked at me and thought that i will join him, since we're in the same boat now.
I only smiled back at him and say nothing, since this is also a country of Thailand,
"the land of smiles".. eventhough they are getting an advantage of us.
I noticed that on this table, there are more than 500 driver's licenses here
with the pink slip (a ticket), on the ticket said that we have to pay the fine within
7 days, and they took our licenses this much in 7 days!?!?
Holy F MOTHER F..er F..ing GOD!!
I paid for the fine and he handed my driver's license back
and I said "Thank you" to him
even though, the driver's license is technically MINE.. !!
I walked back to my car, ready to leave the police station,
On the way out (exit) I see there was a car pulling back from that "Director parking space" again..
I couldn't count how many times that old man on the bench had to keep smiling,
eveytime people mistaken took that VIP parking spot..
He gotta have his secret place somewhere
to keep him smiling all day on that bench..
A
-------------------------------------------------
I didn't though that this kind of thought will come up to my mind
to make me come back and write this story down into my note.
I arrived at the police station about 2 pm.
After i had passed 2 u-turns that said i cannot u-turn here..
The parking lot was too small for everyone in the station,
I drove-in see a parking space, drove to that spot but
before I turn off the engine, I looked in the mirror, I see an old man was
sitting on the bench smiling at my car...?
I turned around and yeah..I see the sign on my parking space said "Director Only!!"
ok I moved my car someplace else and parked at some spot that they parked their car
like a "Tetris", it looked like it had no space but if you put your car on "N",
push your car and work around a little bit there will always some space left
to park more cars.
I walked in the police station, see this woman standing, looked kinda lost
but there was a policeman helping her already..
"I give you a discount to $5 and here is, my card keep it for later use" he said
I walked pass this 2 couple and directly to the fine table
I handed him the ticket, he signed the front and turn it around
there was a BIG foot's step from a man BOOT on the ticket....
He paused for 2 seconds.... before he ask me "what is this??"
eventhough the symbol already identify itself to the him.
"The day that your officer gave me this ticket, it was windy. The ticket got blown away
by the wind, so he had to step on it before it got lost", I told him
but what really happened was, this ticket was on the floor of my car
and my friend came in and sit in the front seat and stepped on it with his black boot..
the Footstep's edge looked very sharp compare from pixel to pixel,
but If i didn't lie to him, this story wouldn't end in 2 sentences.
"I thought you had something in mind to say or upset about the policemen"
he signed the paper and told me to go to the next table.
The next table, there was a queue of 3, a woman that i saw earlier,
a man with an old black t-shirt and me.
A woman paid her fine and then the old black t-shirt man, he paid his and saying
"You guys are so great, come out and give us the tickets everyday.
Don't you guys ever get bored of this shit??"
he also looked at me and thought that i will join him, since we're in the same boat now.
I only smiled back at him and say nothing, since this is also a country of Thailand,
"the land of smiles".. eventhough they are getting an advantage of us.
I noticed that on this table, there are more than 500 driver's licenses here
with the pink slip (a ticket), on the ticket said that we have to pay the fine within
7 days, and they took our licenses this much in 7 days!?!?
Holy F MOTHER F..er F..ing GOD!!
I paid for the fine and he handed my driver's license back
and I said "Thank you" to him
even though, the driver's license is technically MINE.. !!
I walked back to my car, ready to leave the police station,
On the way out (exit) I see there was a car pulling back from that "Director parking space" again..
I couldn't count how many times that old man on the bench had to keep smiling,
eveytime people mistaken took that VIP parking spot..
He gotta have his secret place somewhere
to keep him smiling all day on that bench..
A
-------------------------------------------------
ตื่นมาบ่ายโมง
เดินทางออกไปจ่ายค่าปรับใบสั่ง วันสุดท้าย ก่อนครบกำหนด 7วัน ที่ สน.
ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไร ที่มันจะทำให้เก็บมาคิด สะจนต้องมาเขียนเก็บเอาไว้ ขนาดนี้
ถึงสน. หลังจากที่กลับรถใกล้ที่สุด มีป้ายห้ามกลับ ให้ไปกลับข้างหน้า
และข้ามที่กลับรถไปอีก 2 อัน ที่มีป้ายแบบเดียวกันวางตั้งอยู่ว่า ห้ามกลับรถ
เลยจากที่กลับรถอันแรก ไป 10 นาที ถึงจะถึงสถานีตำรวจ (สน.)
เดินทางออกไปจ่ายค่าปรับใบสั่ง วันสุดท้าย ก่อนครบกำหนด 7วัน ที่ สน.
ไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไร ที่มันจะทำให้เก็บมาคิด สะจนต้องมาเขียนเก็บเอาไว้ ขนาดนี้
ถึงสน. หลังจากที่กลับรถใกล้ที่สุด มีป้ายห้ามกลับ ให้ไปกลับข้างหน้า
และข้ามที่กลับรถไปอีก 2 อัน ที่มีป้ายแบบเดียวกันวางตั้งอยู่ว่า ห้ามกลับรถ
เลยจากที่กลับรถอันแรก ไป 10 นาที ถึงจะถึงสถานีตำรวจ (สน.)
สถานีเป็นที่ของราชการ พื้นที่แคบ ด้านหลังมีแฟลต ที่จอดรถแทบไม่มี
รู้แต่แรกแล้วว่าไม่มีที่ ขับผ่านเห็นวันก่อน แต่ไม่มีใครว่างมาส่ง
เจอที่แรกว่าง เข้าจอด กำลังจะดับเครื่อง มองกระจกหลัง
เห็นตาแปะนั่งอยู่บนม้าหิน ทำหน้ายิ้มแปลกๆ...
หันกลับมามองด้านหน้า มีป้ายสีน้ำเงินติดอยู่บนกำแพง ผกก. (ผู้กำกับ)
จัดแจงถอยรถ ออกมาช้าๆ เพราะทางมันแคบ + รถจอดอยู่เยอะแล้ว
เลยเข้าไปจอดในเขตแฟลต ที่จอดรถกันเหมือน tetris
เหมือนจะจอดขวางกันหมด แ่ต่ถ้าใส่เกียร์ว่าง
ขยับกันดีๆ ก็ยังสามารถเข้าจอด หรือขับออกมาได้
จอดปุ๊บ รถคันข้างๆกำลังจะออก เข็นรถที่ขวางอยู่
ดันใส่เกียร์... ดัน ดัน ดัน.. ไม่ขยับ มีเสื้อจราจรสีส้มแขวนอยู่ในรถ เขาทำหน้าเซ็ง..
เดินเข้าสน. เจอโต๊ะแรก แผนกต้อนรับ
ตำรวจนายนึงกำลังคุยกับ หญิงสาวคนนึงที่มาเสียค่าปรับ
ใบสั่งอยู่ในมือตำรวจ อีกมือเท้้าเคาเตอร์ไว้ ยืนเอียงๆ
ผู้หญิง ท่าทางไม่ประสีประสา หน้าตางงๆ คงไม่รู้ต้องไปจ่ายตรงไหนเหมือนเรา
เราเดินผ่าน ได้ยิน "ลดให้เหลือ 200 บาท ละกัน แล้วเก็บนามบัตรผมไว้" เขายิ้ม
เราเลยเดินผ่านไป คุยกับคนอื่นดีกว่า
ถึงโต๊ะที่เซ็นชื่อ โต๊ะแรก รับใบสั่งไป ลงบันทึก
กลับด้านหลัง เจอรอยตีนสีดำ ขนาดใหญ่คมชัด ขอบเข้มแทบเห็นเป็น pixel ต่อ pixel
ว่าเป็นรองเท้าหนัง เขาหยุดไป 2 วินาที แต่ก็ยังจะถาม
"นี่รอยอะไร ?"
เราอธิบาย ว่าวันนั้นใบสั่งมันจะปลิว คนเขียนใบสั่งเลยใช้ไอ้นั่นคว้าไว้แทน
ทั้งที่จริงๆแล้ว ก่อนหน้านั้นใบสั่งมันหล่นในรถ อยู่บนพื้น แล้วเพื่อนขึ้นมานั่ง
แล้วดันเหยียบมันลงไปเต็มๆ ปัดออก มันก็ไม่จาง คมชัดทุกขอบเส้น
แต่ถ้าเล่าไปอย่างนั้น คงไม่จบกันแค่ 2 ประโยค
และอาจจะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม
"แล้วไป นึกว่าไม่พอใจ ตำรวจ" แล้วเขาก็เซ็นชื่อ
โต๊ะต่อไป มีคิวรออยู่ 3 คน
รวมผู้หญิงหน้าตางงๆ คนแรกด้วย
ถึงคิวที่ 2 ชายผิวคล้ำ เสื้อดำ ขาสั้น เสื้อผ้าเก่าพอประมาณ
ส่งค่าปรับ แบงค์ 100 และพร้อมแบงค์ 20 อีกหลายใบ พร้อมกับบ่น
"สน. นี้เก่งนะ วางด่านได้ทุกวัน ไม่เหนื่อยกันมั่งรึไง"
สายตาเขาหันมามองเรา เหมือนหาแนวร่วม
เราตอบอะไรไม่ได้ ได้แต่ยิ้ม ทั้งๆที่รู้ว่าหัวข้อมันคือ การโดนเอาเปรียบ thailand only
คนรับค่าปรับเซ็นชื่อ ไม่พูดอะไร ไม่มองหน้า
ที่อยากจะมาเขียนก็เริ่มตรงนี้ละ
บนโต๊ะเราเห็นม้วนกระดาษสีชมพูหลายกอง คงเป็นใบขับขี่ที่ยึดมา
น่าจะมีมากกว่า 500 ใบ ถ้ามันมัดละแค่ 50 ใบ กว่า 10กอง
ในใบสั่งบอกให้มาเสียค่าปรับภายใน 7 วัน
แค่ใน 7 วัน มีใบสั่ง ใบขับขี่ได้มากขนาดนี้ วันๆไม่ต้องทำอย่างอื่นกันพอดี
เขียนแต่บิลใบสั่ง กับส่งคืนใบขับขี่
เราโดนปรับ ใบต่อภาษี เสีย 200 บาท
เขาเซ็นชื่อ ออกบิลใบสั่ง พร้อมถาม "ไปต่อมารึยัง"
"ยังครับ" เราตอบ
"ขับมาด้วยรึเปล่า ??.. เดี๋ยวก็โดนอีก"
เราเกิดคิดขึ้นมา ตัวคนเดียวเขาอาจจะไม่อยากทำแบบนี้
แต่พอรวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่แล้ว หลายผลประโยชน์ทับซ้อน
และเพื่อความเป็นอยู่ของอีกหลายชีวิต อาจจะทำให้เลี่ยงไม่ได้
ที่จะต้องทำแบบนี้
ลงทุนใบสั่ง 1 ใบ ใบละบาท ปากกาอีกแท่งละ 3 บาท
ทำให้้้ผู้คนในพื้นที่ ไม่พอใจ และ่การจรจราจรเป็นระเบียบมากขึ้น
คนที่บ่นพึมพัมเมื่อกี๊ก็คงรู้ว่าโดนเอาเปรียบ
แต่ตัวคนเดียว คงทำอะไรไม่ได้ มากกว่าบ่น คนที่เ็ห็นอยู่ตรงหน้า
ตำรวจเซ็นชื่อ ฉีกใบสั่ง พร้อมยื่นใบขับขี่ให้เรา
เรารับมาบอกขอบคุณครับ ทั้งที่ใบขับขี่ เป็นชื่อกู
สตาร์ทรถขับออกมา ทางแคบรถสวน เบี่ยงหลบ
เห็นรถอีกคัน กำลังถอยออก จากที่จอดรถ ผู้กำกับ..
วันๆนึง ตาแปะคนนี้ต้องอมยิ้ม ถึงกี่รอบ
ที่เห็นคนเอารถเข้ามาจอดผิดที่ ในช่องพิเศษนี้
ชีวิตอาแปะคงมีความสุข
ขับรถออกมาคิดอีก
รู้จักผู้หญิงคนนึง แอบพี่สาวมาทำงานตอนกลางคืน
เพราะกลัวโดนว่า แต่ตอนนี้ไม่ต้องหลบๆแอบๆแล้ว
เพราะพี่สาวรู้แล้ว เลยทำงานกลางคืน ทั้งพี่ทั้งน้องเลยทีนี้..
น้องสาวเขาอายุก็ุเท่าน้องเรา ทำให้อดคิดไม่ได้..
เรารู้สึก ว่าชีวิตมันดิ้นรนกันขนาดนี้
ทุกที่ที่ไป มีเรื่องราว หลายคนอาจจะมองผ่านไปเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก
เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นรอบตัวของทุกคน
บางคนใส่ใจ บางคนไม่ใส่ใจ บางคนแค่ต้องการดำรชีวิตของตัวเอง
ทุกวันนี้คนเรา ไม่ได้ต้องการแค่อาหาร เหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เราดิ้นรน ค้นหาวิธีการ ทำให้ชีวิตตนเองสุขสบาย
มันทำให้เราหายสงสัย ว่าทำไมทุกวันนี้มันถึงเป็นหน้าที่เรา
ที่ต้องคอยตามดู มองเห็นปัญหาของชีวิตคนอื่น
เราก้มลงมองในกระเป๋าตังตัวเอง เหลือเงินแค่ 400 บาท
เราจะไปช่วยเหลือทุกคนได้ยังไง ในเมื่อเราแค่ตัวคนเดียว
A
ปล. วันนี้ไม่มีงานรับผิดชอบเร่งด่วน เลยมาเขียนได้
รู้แต่แรกแล้วว่าไม่มีที่ ขับผ่านเห็นวันก่อน แต่ไม่มีใครว่างมาส่ง
เจอที่แรกว่าง เข้าจอด กำลังจะดับเครื่อง มองกระจกหลัง
เห็นตาแปะนั่งอยู่บนม้าหิน ทำหน้ายิ้มแปลกๆ...
หันกลับมามองด้านหน้า มีป้ายสีน้ำเงินติดอยู่บนกำแพง ผกก. (ผู้กำกับ)
จัดแจงถอยรถ ออกมาช้าๆ เพราะทางมันแคบ + รถจอดอยู่เยอะแล้ว
เลยเข้าไปจอดในเขตแฟลต ที่จอดรถกันเหมือน tetris
เหมือนจะจอดขวางกันหมด แ่ต่ถ้าใส่เกียร์ว่าง
ขยับกันดีๆ ก็ยังสามารถเข้าจอด หรือขับออกมาได้
จอดปุ๊บ รถคันข้างๆกำลังจะออก เข็นรถที่ขวางอยู่
ดันใส่เกียร์... ดัน ดัน ดัน.. ไม่ขยับ มีเสื้อจราจรสีส้มแขวนอยู่ในรถ เขาทำหน้าเซ็ง..
เดินเข้าสน. เจอโต๊ะแรก แผนกต้อนรับ
ตำรวจนายนึงกำลังคุยกับ หญิงสาวคนนึงที่มาเสียค่าปรับ
ใบสั่งอยู่ในมือตำรวจ อีกมือเท้้าเคาเตอร์ไว้ ยืนเอียงๆ
ผู้หญิง ท่าทางไม่ประสีประสา หน้าตางงๆ คงไม่รู้ต้องไปจ่ายตรงไหนเหมือนเรา
เราเดินผ่าน ได้ยิน "ลดให้เหลือ 200 บาท ละกัน แล้วเก็บนามบัตรผมไว้" เขายิ้ม
เราเลยเดินผ่านไป คุยกับคนอื่นดีกว่า
ถึงโต๊ะที่เซ็นชื่อ โต๊ะแรก รับใบสั่งไป ลงบันทึก
กลับด้านหลัง เจอรอยตีนสีดำ ขนาดใหญ่คมชัด ขอบเข้มแทบเห็นเป็น pixel ต่อ pixel
ว่าเป็นรองเท้าหนัง เขาหยุดไป 2 วินาที แต่ก็ยังจะถาม
"นี่รอยอะไร ?"
เราอธิบาย ว่าวันนั้นใบสั่งมันจะปลิว คนเขียนใบสั่งเลยใช้ไอ้นั่นคว้าไว้แทน
ทั้งที่จริงๆแล้ว ก่อนหน้านั้นใบสั่งมันหล่นในรถ อยู่บนพื้น แล้วเพื่อนขึ้นมานั่ง
แล้วดันเหยียบมันลงไปเต็มๆ ปัดออก มันก็ไม่จาง คมชัดทุกขอบเส้น
แต่ถ้าเล่าไปอย่างนั้น คงไม่จบกันแค่ 2 ประโยค
และอาจจะต้องเสียค่าปรับเพิ่ม
"แล้วไป นึกว่าไม่พอใจ ตำรวจ" แล้วเขาก็เซ็นชื่อ
โต๊ะต่อไป มีคิวรออยู่ 3 คน
รวมผู้หญิงหน้าตางงๆ คนแรกด้วย
ถึงคิวที่ 2 ชายผิวคล้ำ เสื้อดำ ขาสั้น เสื้อผ้าเก่าพอประมาณ
ส่งค่าปรับ แบงค์ 100 และพร้อมแบงค์ 20 อีกหลายใบ พร้อมกับบ่น
"สน. นี้เก่งนะ วางด่านได้ทุกวัน ไม่เหนื่อยกันมั่งรึไง"
สายตาเขาหันมามองเรา เหมือนหาแนวร่วม
เราตอบอะไรไม่ได้ ได้แต่ยิ้ม ทั้งๆที่รู้ว่าหัวข้อมันคือ การโดนเอาเปรียบ thailand only
คนรับค่าปรับเซ็นชื่อ ไม่พูดอะไร ไม่มองหน้า
ที่อยากจะมาเขียนก็เริ่มตรงนี้ละ
บนโต๊ะเราเห็นม้วนกระดาษสีชมพูหลายกอง คงเป็นใบขับขี่ที่ยึดมา
น่าจะมีมากกว่า 500 ใบ ถ้ามันมัดละแค่ 50 ใบ กว่า 10กอง
ในใบสั่งบอกให้มาเสียค่าปรับภายใน 7 วัน
แค่ใน 7 วัน มีใบสั่ง ใบขับขี่ได้มากขนาดนี้ วันๆไม่ต้องทำอย่างอื่นกันพอดี
เขียนแต่บิลใบสั่ง กับส่งคืนใบขับขี่
เราโดนปรับ ใบต่อภาษี เสีย 200 บาท
เขาเซ็นชื่อ ออกบิลใบสั่ง พร้อมถาม "ไปต่อมารึยัง"
"ยังครับ" เราตอบ
"ขับมาด้วยรึเปล่า ??.. เดี๋ยวก็โดนอีก"
เราเกิดคิดขึ้นมา ตัวคนเดียวเขาอาจจะไม่อยากทำแบบนี้
แต่พอรวมกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่แล้ว หลายผลประโยชน์ทับซ้อน
และเพื่อความเป็นอยู่ของอีกหลายชีวิต อาจจะทำให้เลี่ยงไม่ได้
ที่จะต้องทำแบบนี้
ลงทุนใบสั่ง 1 ใบ ใบละบาท ปากกาอีกแท่งละ 3 บาท
ทำให้้้ผู้คนในพื้นที่ ไม่พอใจ และ่การจรจราจรเป็นระเบียบมากขึ้น
คนที่บ่นพึมพัมเมื่อกี๊ก็คงรู้ว่าโดนเอาเปรียบ
แต่ตัวคนเดียว คงทำอะไรไม่ได้ มากกว่าบ่น คนที่เ็ห็นอยู่ตรงหน้า
ตำรวจเซ็นชื่อ ฉีกใบสั่ง พร้อมยื่นใบขับขี่ให้เรา
เรารับมาบอกขอบคุณครับ ทั้งที่ใบขับขี่ เป็นชื่อกู
สตาร์ทรถขับออกมา ทางแคบรถสวน เบี่ยงหลบ
เห็นรถอีกคัน กำลังถอยออก จากที่จอดรถ ผู้กำกับ..
วันๆนึง ตาแปะคนนี้ต้องอมยิ้ม ถึงกี่รอบ
ที่เห็นคนเอารถเข้ามาจอดผิดที่ ในช่องพิเศษนี้
ชีวิตอาแปะคงมีความสุข
ขับรถออกมาคิดอีก
รู้จักผู้หญิงคนนึง แอบพี่สาวมาทำงานตอนกลางคืน
เพราะกลัวโดนว่า แต่ตอนนี้ไม่ต้องหลบๆแอบๆแล้ว
เพราะพี่สาวรู้แล้ว เลยทำงานกลางคืน ทั้งพี่ทั้งน้องเลยทีนี้..
น้องสาวเขาอายุก็ุเท่าน้องเรา ทำให้อดคิดไม่ได้..
เรารู้สึก ว่าชีวิตมันดิ้นรนกันขนาดนี้
ทุกที่ที่ไป มีเรื่องราว หลายคนอาจจะมองผ่านไปเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก
เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นรอบตัวของทุกคน
บางคนใส่ใจ บางคนไม่ใส่ใจ บางคนแค่ต้องการดำรชีวิตของตัวเอง
ทุกวันนี้คนเรา ไม่ได้ต้องการแค่อาหาร เหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เราดิ้นรน ค้นหาวิธีการ ทำให้ชีวิตตนเองสุขสบาย
มันทำให้เราหายสงสัย ว่าทำไมทุกวันนี้มันถึงเป็นหน้าที่เรา
ที่ต้องคอยตามดู มองเห็นปัญหาของชีวิตคนอื่น
เราก้มลงมองในกระเป๋าตังตัวเอง เหลือเงินแค่ 400 บาท
เราจะไปช่วยเหลือทุกคนได้ยังไง ในเมื่อเราแค่ตัวคนเดียว
A
ปล. วันนี้ไม่มีงานรับผิดชอบเร่งด่วน เลยมาเขียนได้
Subscribe to:
Posts (Atom)









